‘ท่าเตียน’ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีความฮิปแบบวินเทจและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน สัปดาห์นี้ตัวผมและน้องจุลินทร์ตกลงปลงใจกันว่าจะไปเดินเที่ยวกันที่ย่าน ท่าเตียน โดยเป็นชุมชนที่อยู่เลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยา ติดกับวัดโพธิ์ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ชื่อดัง ที่มาของชื่อมีเรื่องเล่าที่บอกต่อกันมาว่า ตรงนี้เป็นสถานที่ที่ยักษ์วัดแจ้งและยักษ์วัดโพธิ์ต่อสู้กัน พื้นที่ตรงนี้จึงเตียนโล่ง

ท่าเตียน พื้นที่เก่าแก่ที่ให้อารมณ์ความฮิปแบบวินเทจ มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานจากช่วงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เคยเป็นตลาดและท่าเทียบเรือที่มีความคึกคักอย่างมากในสมัยก่อน แต่ในปัจจุบันบรรยากาศเปลี่ยนไปจากอดีตอยู่มาก เต็มไปด้วยร้านอาหารสมัยใหม่ โฮสเทล คาเฟ่ และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เป็นคนต่างชาติ ยุโรป จีน เกาหลี เดินกันพลุกพล่านขวักไขว่ และที่น่าสังเกตคือไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวหรือวัยรุ่นคนไทยเดินเที่ยวที่นี่สักเท่าไหร่

เอาเป็นว่า งั้นวันนี้ผมก็ขอเนียนเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ สะพายกล้องเดินเที่ยวท่าเตียนบ้างแล้วกัน

ติด ๆ กับชุมชนท่าเตียนก็คือวัดโพธิ์ มีนักท่องเที่ยวสนใจเข้าชมอย่างมาก

ชุมชนท่าเตียน ตั้งอยู่บนถนนมหาราช บริเวณด้านหลังพระบรมมหาราชวัง

สิ่งที่สะดุดตาอย่างมากสำหรับทุกคนที่มาเดินเที่ยวแถวนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ผมแน่นอนที่คิดแบบนี้ก็คือ บรรดารถตุ๊กตุ๊ก ที่จอดเรียงรายอยู่ทุกมุมถนน เพื่อหวังให้บริการกับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อผมเดินผ่านคนขับตุ๊กตุ๊กก็เข้าใจว่าผมเป็นคนต่างชาติเสียอย่างนั้น ซึ่งไม่รู้เขาคิดว่าผมเป็นคนชาติอะไร เพียงแต่เมื่อตอนเดินผ่านพี่คนขับก็เดินมาขนาบข้างแล้วเรียกผม “เฮ้ ยู” ผมก็ปล่อยเลยตามเลยไม่ได้พูดกลับเป็นภาษาไทย เพียงแต่เดินต่อไปไม่ได้สนใจ

บริเวณโดยรอบก็ยังเป็นชุมชนที่ยังไม่ได้เปลี่ยนไปตามยุคสมัยเท่าไหร่ ให้อารมณ์เหมือนเดินตลาดกับแม่ตอนเด็ก ๆ เพราะเต็มไปด้วยร้านขายของชำจัดวางขนมและน้ำอัดลมเรียงรายที่หน้าร้าน

ใกล้ ๆ กับตลาดท่าเตียนซึ่งเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นท่าน้ำท่าเตียนสำหรับเรือสัญจรในเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยา วิวทิวทัศน์บริเวณริมน้ำในยามเย็นนั้นมองแล้วค่อนข้างสบายตาเป็นที่สุด โดยถ้ามองไปฝั่งตรงข้ามเยื้อง ๆ จะเป็นวัดอรุณและท่าเรือวัดอรุณ และเห็นทั้งเรือสัญจรเรือพาณิชย์สัญจรไปมาตีคลื่นกระทบฝั่งอย่างไม่ว่างเว้น

เมื่อผมเดินลัดเลาะเข้าซอยมาสักหน่อยก็จะเจอกับตลาดท่าเตียน ซึ่งที่นี่ส่วนใหญ่แล้วจะขายอาหารทะเลแปรรูปเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น หมึกตากแห้ง ปลาทะเลตากแห้ง อะไรประมาณนั้น ผมก็ค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อยว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่ได้ติดทะเลแต่ทำไมถึงมีอาหารทะเลขายอยู่เยอะ พอ ๆ กับหนองมนและบางพระ

เมื่อเดินทะลุซอยตลาดออกมาเจอกับซอกซอยในละแวก หันไปทางถนนเห็นเจดีย์วัดก็จัดมาสักหนึ่งแชะ โดยตามซอยย่อยเล็ก ๆ เหล่านี้จะเต็มไปด้วยคาเฟ่เล็ก ๆ ขนาดหนึ่งถึงสามคูหาซ่อนตัวอยู่เหมือนกลัวใครเห็น ซึ่งผมก็ไปสะดุดตากับค่าเฟ่ชื่อน่ารัก ๆ อย่าง Blue whale ดูทรงแล้วน่าอุดหนุนจึงเดินเข้าไปหยิบเปิดเมนูแล้วปักธงที่ กาแฟ Cold Brew ที่ทางร้านตั้งชื่อเก๋ ๆ ว่า Cold Blue ให้คล้องกับชื่อร้าน

สีสันของอาหารและเครื่องดื่มที่ยึดสีน้ำเงินเป็นหลัก เลยต้องมีส่วนผสมของดอกอัญชัน ซึ่งเมื่อได้ลองดื่มแล้วต้องบอกว่า “เวรี่กู้ด” ถ้าให้พูด ครั้งแรกที่เห็นผมนึกว่ารสชาติจะเหมือนขนมหวานไทยแบบมีกะทิเป็นส่วนผสม แต่ความจริงรสชาติมันคือกาแฟจริง ๆ ดื่มแล้วสดชื่นทันตา

เมื่อผมเดินห่างออกมาอีกนิดหน่อยก็พบกับ มิวเซียมสยาม เป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ ซึ่งเป็นสถานที่จัดนิทรรศการต่าง ๆ มากมายภายใน และพื้นที่ด้านนอกก็จัดงานมาแล้วหลายงาน ดูแลโดยสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ

บอกเลยว่าถ้าคุณมาเดินเล่นละแวกนี้ช่วงเย็น ๆ บรรยากค่อนข้างที่จะเดอะเบสเอามาก ๆ เพราะช่วงที่แดดตกแสงกำลังดีเดินถ่ายรูปตากลมเพลิน ๆ ได้แบบลืมเหนื่อยเลยทีเดียว ร่วมด้วยบรรยากาศของคนพลุ่กพล่านแต่ไม่มากไม่น้อยทำให้บรรยากาศไม่เงียบเหงาเลยแม้แต่น้อย

กอปรกับทัศนียภาพที่โล่งตาเอามา ๆ ซึ่งบริเวณโดยรอบนั้นมันโล่ง ๆ มีทางเดินแบบสบาย ๆ ซึ่งแม้ถ้าคุณเป็นคนไม่ชอบเดินเท้าไกล ๆ นาน ๆ แต่ถ้าลองได้มาเดินที่นี่คุณอาจจะเดินเที่ยวได้นาน ๆ จนลืมไปเลยว่าใช้ระยะทางไปไกลเท่าไหร่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่ามุมถ่ายรูปก็มีให้เลือกสรรออกแบบได้หลากหลาย ซึ่งพลาดมากหากคุณมาแถวนี้แล้วแวะเวียนแค่ค่าเฟ่หรือร้านอาหารโดยไม่เดินสำรวจกินบรรยากาศบริเวณโดยรอบ

ที่ตั้ง : แขวง พระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200

ที่มา : Sanook

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

%d bloggers like this: